ผู้ชายคนหนึ่งตอนอายุ 4 ขวบ ถูกเพื่อนพ่อแม่ตัวเองรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เด็กคนนั้นตอนมัธยมปลาย เริ่มจับธุรกิจแรกทำค่ายซัมเมอร์แคมป์ Dream Institute
เด็กคนนั้นตอนมหาวิทยาลัยถูกยกย่องให้เป็นโปรแกรมเมอร์ระดับเซียน

 

ด้วยวัยเพียง 28 ปี เด็กคนนั้นก็กลายเป็นคนหนุ่มที่มีบทบาทสำคัญในตลาดหุ้นวอลสตรีท ในตำแหน่ง Vice President และเขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถทำกำไรให้ตัวเองได้อย่างมหาศาลจากสิ่งที่ไม่น่าทำกำไรได้ นั่นคือการ ‘ขายหนังสือ’ ก่อนจะใช้ความรู้และความสามารถผลักดันตัวเอง จนกลายมาเป็นเศรษฐีติดอันดับที่ 26 ของโลก

ปัจจุบันเด็กคนนั้นคือ เจ้าพ่อธุรกิจแห่งแวดวงอีคอมเมิร์ซระดับโลก เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเว็บไซต์ขายของออนไลน์ Amazon.com

Jeff-Bezos-02

 

เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดเช่นเดียวกันว่า สมัยนี้ใครๆ ก็สามารถผันตัวเองไปเป็นนักธุรกิจได้ง่ายขึ้น ขอแค่มีไอเดียเจ๋งๆ สักอย่าง ก็หยิบขึ้นมาปั้นให้เป็นธุรกิจได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอยู่มุมไหนของโลก ก็สามารถเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตให้เป็น และนี่ก็เป็นสิ่งที่เจฟฟ์ เบโซส์ วัย 28 ปี ในขณะนั้นมองเห็น

ย้อนกลับไปปี 1986 เมื่อสมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐฯ เขาเลือกเรียนในคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะชื่นชอบเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเขียนโปรแกรมและโปรโตคอล แต่ทว่าหลังจบการศึกษา เขากลับเลือกทำงานในตลาดหุ้นวอลสตรีทจนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น Vice President ด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น

หากแต่ในปี 1994 เขาตัดสินเบนเข็มชีวิตออกมาทำธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์เป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า Cadabra.com ซึ่งในปีถัดมาก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น Amazon.com

อีก 2 ปีต่อมา เจฟฟ์สามารถผลักดันให้ Amazon เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จ และมองเห็นรูปแบบธุรกิจของตัวเองชัดเจนขึ้นว่า Amazon.com ควรเป็นเว็บไซต์ที่สามารถขายอะไรก็ได้ แม้แต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ไม่ได้เป็นแค่เว็บไซต์ขายหนังสือ

 

Jeff-Bezos-03

 

ปี 2007 ทักษะโปรแกรมเมอร์ระดับเซียนของเขาก็สะท้านไปทั่ววงการไอที ถึงขั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการสร้างโกดังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่บนอินเทอร์เน็ตในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ชื่อ Amazon Web Service ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปเรียกดูข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ได้ตลอดเวลา

ภายในปีเดียวกันนั้น เจฟฟ์ก็ผลิตอุปกรณ์แท็บเล็ตที่ชื่อว่า Kindle สำหรับอ่านหนังสือแบบออนไลน์ หรืออีบุ๊ค โดยที่เราสามารถพกพาหนังสือที่อยากอ่านหลายๆ เล่มไปกับเราได้ทุกที่ จากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ก็พัฒนาคุณสมบัติแท็บเล็ตรุ่นใหม่ให้ภาพคมชัดขึ้น โดยใช้ชื่อว่า Kindle Fire HD ซึ่งไอเดียนี้ทำให้บริษัท Apple แอบโกยกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองไปได้ง่ายๆ ด้วยการต่อยอดไอเดียเป็นไอแพดนั่นเอง

ในช่วงปี 2011 ถือเป็นปีทองของเขาเลยทีเดียว เพราะธุรกิจของเขาสามารถทำรายได้ต่อปีเพิ่มสูงขึ้นกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยระยะเวลาเพียง 5 ปี และจากตัวเลขของผลกำไรที่สูงขึ้นจนน่าตกใจนี่เอง ที่ทำให้ทั่วโลกยอมรับว่าเขาคือเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซในระดับแนวหน้าของโลกตัวจริง

ต่อมาในปี 2013 เขาได้ทำสิ่งที่นักธุรกิจทั่วโลกต้องตะลึงอีกครั้ง นั่นก็คือการประกาศซื้อกิจการ สำนักพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ด้วยเงินสดจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะเล็งเห็นว่านี่เป็นโอกาสทองที่จะทำให้เขารับรู้ข่าวสารด้านธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกก่อนใคร

Jeff-Bezos-01

 

กระแสฮือฮาเทคโอเวอร์ของ Amazon ยังไม่ทันจางหายไปเท่าไหร่ คนทั่วโลกก็ต้องจับตาดูอีกครั้ง เพราะภายในปีเดียวกัน Amazon เปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ที่คาดว่าจะนำมาใช้จริงในปี 2015 นั่นคือ ‘นวัตกรรมการส่งมอบสินค้าภายในครึ่งชั่วโมงที่เรียกว่า ‘Prime Air’ หรือ ‘อากาศยานไร้คนขับ’

Prime Air เป็นบริการส่งสินค้าด้วย เทคโนโลยีออคโทคอปเตอร์ จัดส่งสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2.2 กิโลกรัม ดังนั้นใครที่เป็นหนึ่งในลูกค้าของเขาก็คงต้องรอกันหน่อย เพราะบริการใหม่นี้ไม่ใช่ระบบโลจิสติกส์ธรรมดาทั่วไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายเชิงพาณิชย์ด้วย ที่อยู่ในช่วงต่อรองกันว่าจะทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่องราวของซีอีโอคนเก่ง เจฟฟ์ เบโซส์ อาจเป็นเพียงแค่อดีตพนักงานกินเงินเดือน ที่มีโอกาสทองในชีวิตได้จับพลัดจับผลูหันมาทำในสิ่งที่รักแล้วดันประสบความสำเร็จ แต่จะมีสักกี่คน ที่มองว่าโอกาสทองในชีวิตของเขาเกิดขึ้นได้ เพราะเขากล้าที่จะเดินเข้าไปค้นหามัน แทนที่จะรอให้ใครมาหยิบยื่นให้

 

 

 

ที่มา : tech.mthai

Comments