bkkclub

เปลี่ยนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนวุ่นวายในเมืองหลวง เก็บกระเป๋ามุ่งหน้าสู่บ้านบางพลับ ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม โดยใช้เส้นทางพระราม 2 เข้าถนนสายอัมพวา-บางคนที ผ่านอุทยาน ร.2

ทริปนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานแห่งใหม่ ต่อจากบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Real Life Real Ride”

เนื่องจากลักษณะพื้นที่มีความเหมาะสม ตลอดสองข้างทางรายล้อมไปด้วยเรือกสวนไร่นาที่ให้ความร่มรื่น มีการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวด้านวิถีเกษตรและภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยจัดทำเป็นฐานการเรียนรู้พร้อมวิทยากรบรรยาย

ตั้งต้นกันที่วัดแก่นจันทน์เจริญ นับเป็นโชคดีที่ไปตรงกับประเพณีตักบาตรขนมครก ซึ่งจัดในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี มีชาวบ้านจำนวนมากมาร่วมกันทำขนมครก มีกิจกรรมสาธิตการโม่แป้งจากข้าวสาร ขูดมะพร้าวทำกะทิ

ตามประเพณีของบ้านบางพลับจะถวายขนมครกกับน้ำตาลทราย เนื่องจากสมัยก่อนนิยมรับประทานคู่กันให้มีรสอร่อยยิ่งขึ้น ปัจจุบันยังมีความเชื่อกันว่า การถวายขนมครกคู่กับน้ำตาลทรายจะทำให้พบเนื้อคู่ เหมือนขนมครกที่มี 2 ฝา และทำให้ความรักหวานชื่นเหมือนน้ำตาลทราย

หลังจากอิ่มบุญและรองท้องด้วยขนมครกกันแล้ว คณะเดินเท้าไปที่ “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านบางพลับ” เลือกจักรยานคู่ใจมุ่งหน้าสู่ “บ้านพญาซอ” ของ “สมพร เกตุแก้ว” ผู้มีประสบการณ์ด้านการทำซอมากว่า 20 ปี

ด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจรายละเอียดการทำซออู้ในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การคัดสรรมะพร้าวชั้นดีที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมนูนทุกมุม การใช้หนังที่มีคุณภาพ ประกอบกับความประณีตในการแกะสลักลวดลายวิจิตรงดงามลงบนซอ

ในโอกาสนี้ ยังได้ฟังการบรรเลงซออู้จากคุณสมพร ทำให้คลายสงสัยว่า เหตุใดซออู้ของที่นี่จึงเป็นที่กล่าวขวัญร่ำลือ เพราะมีความไพเราะเสนาะหู ฟังแล้วให้ความเพลิดเพลิน เสียงไม่แปร่งพร่า หรือเพี้ยนแม้แต่น้อย

จากนั้นไปเรียนรู้การทำถ่านผลไม้ที่ฐาน “บ้านฅนเอาถ่าน” เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อก่อนใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงหุงต้มอาหารและใช้ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ด้วยไอเดียสุดบรรเจิดของ “สถาพร ตะวันขึ้น” ชาวบ้านบางพลับ ได้คิดค้นทดลองการเผาผลไม้ให้เป็นถ่าน โดยยังคงรูปลักษณ์ของผลไม้ไว้อย่างสมบูรณ์ จากถ่านก้อนธรรมดา กลับเพิ่มมูลค่ากลายเป็นของฝาก นอกจากนี้ ในการเผาถ่านยังได้น้ำส้มควันไม้ไล่แมลง และขี้เถ้าที่นำไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ด้วย

ต่อมาปั่นจักรยานไปชมการทำ “ผลไม้กลับชาติ” ของดีขึ้นชื่อประจำ จ.สมุทร สงคราม เป็นการนำพืชผักในสวนที่มีรสชาติฝาดขมมาแช่อิ่ม แต่ยังคงสรรพคุณทางยาไว้ เช่น พริก กระชาย บอระเพ็ด มะระขี้นก ตะลิงปลิง ลูกมะนาว ผลส้มโออ่อน มะละกอ ลูกตำลึง เป็นต้น

จากที่ไม่เคยคิดจะรับประทานบอระเพ็ด แต่เมื่อได้ลองแล้วทำให้เปลี่ยนใจทันที เพราะกลับกลายเป็นของหวานกินง่าย

นอกจากผลไม้กลับชาติแล้ว ยังมีขนมหวานขึ้นชื่ออีกอย่างที่บ้านบางพลับถือเป็นต้นตำรับ คือ ขนมสำปันนี มีส่วนผสมหลักเป็นกล้วยน้ำว้าดิบบดเป็นผง ไม่ใช้แป้งข้าวเจ้า จึงต่างจากขนมสำปันนีโดยทั่วไป ส่วนรสชาติมีความหวานกลมกล่อมและเนื้อขนมนุ่มลิ้น

ถัดมาจอดแวะที่ “สวนส้มโอ” พันธุ์ขาวใหญ่ของ “ลุงสมทรง แสงตะวัน” ที่ปลูกมานาน 37 ปี จุดเด่นคือไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่ได้จากธรรมชาติ รวมถึงปุ๋ยชีวภาพอย่างขี้แดดนาเกลือ ส้มโอของลุง สมทรงจึงมีรสชาติหวานอร่อย ไม่ขม และอมเปรี้ยวนิดๆ

ลุงสมทรงอธิบายว่า ขี้แดดนาเกลือคือสาหร่ายตะไคร่น้ำ และพืชน้ำบางชนิดที่ขึ้นในนาเกลือ แล้วตกตะกอนจนแห้งเป็นแผ่น จะเก็บได้ปีละครั้ง ก่อนเริ่มการทำนาเกลือ เมื่อนำไปใส่พืชจะทำให้เจริญเติบโตได้ดี และทำให้ส้มโอมีความหวานเพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อเดินชมสวนส้มโอเสร็จแล้ว ลุงสมทรงยังพาไปดูสวนน้ำตาลมะพร้าว พร้อมโชว์วิธีการปาดน้ำตาลสดๆ ออกจากต้น จากนั้นปั่นจักรยานกลับไปยังจุดตั้งต้นเดิม เพื่อชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งน้ำตาลมะพร้าวของที่นี่มีความหอม สีสวย และหวานเข้มข้น เหมาะแก่การนำไปทำขนมอย่างยิ่ง

ฐานสุดท้ายไปชมสาธิตการทำว่าวจุฬา จากลุงอุดม มีคง แม้จะเป็นว่าวที่ดูเรียบง่าย แต่ต้องมีความประณีตทุกขั้นตอน เพราะมีความสำคัญต่อการจะทำให้ว่าวขึ้นลมได้

เริ่มตั้งแต่การเลือกเนื้อไม้ที่มีน้ำหนักเท่ากัน เพื่อความสมดุลและให้ว่าวเลี้ยงตัวได้ดี ผู้ทำจะต้องมีความอดทนและมีสมาธิ หากทำไม่ได้สัดส่วน อาจทำว่าวเอียง หมุนควง และตกพื้นในที่สุด

การปั่นจักรยานเที่ยวชมบ้านบางพลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง นอกจากได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแล้ว ยังได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันหลากหลายที่อาจหาชมได้ยาก ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรใกล้กรุงเทพฯ ที่น่าสนใจ

ท่านใดสนใจทริปนี้ ลองสอบถามรายละเอียดได้ที่ ททท.สมุทรสงคราม 0-3475-2847 หรือ 1672 สายด่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

bkkclub001

bkkclub002

ที่มา : ชลระดา หมื่นไธสง ข่าวสด

Comments