ตั้งแต่สมัยศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้จิตใจสงบ คนไทยก็นับถือศาสนาพุทธ พระ เข้าวัด สวดมนต์ เพราะมีความเชื่อและเป็นวัฒนธรรมมาตั้งแต่โบราณว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ทำให้เป็นคนดี จิตใจดี แต่ในปัจจุบันนั้นการนับถือศาสนาดูจะเป็นเรื่องที่ห่างออกไปทุกที เกิดกลุ่มที่มีคนปฏิเสธศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ ขึ้น ซึ่งกระแสเรื่องศาสนานั้นจะเห็นได้ชัดเจนจากฝั่งยุโรป เรื่องราวจะเป็นอย่างไรมาติดตามกันคะ กลุ่มคนรุ่นใหม่ SBNR เชื่อศรัทธาแต่ปฏิเสธศาสนา

(ทั้งหมดที่นำเสนอมานี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน-คิดไต่ตรอง เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)

75077158_jewish-boy

เชื่อหรือไม่? คนในปัจจุบันนับถือศาสนากันน้อยลง จนเกิดการปฏิเสธการมีศาสนากันมากขึ้น เพราะบางคนคิดว่าการไม่มีศาสนาทำให้เขามีความเชื่อมั่นในชีวิตตัวเองมากขึ้น มากกว่าการงมงาย ต้องหาข้อพิสูจน์ได้ ซึ่งแต่เดิมศาสนานั้นสอนให้คนช่วยเหลือกันและกัน เพือทีให้โลกนี้ดีขึ้น หรือน่าอยู่ขึ้น แต่ในทางกลับกันคนอีกกลุ่มคิดว่า ควรจะช่วยเหลือตัวเองให้ดีขึ้นก่อนที่จะช่วยเหลือผู้อื่น .. เมื่อได้ยินแบบนี้ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ ?

คนยุคสมัยเดิมต่างก็นับถือในศาสนาของตนเอง ไม่ว่าจะชาวพุทธ อิสลาม หรือคริสต์ ทุกคนต่างก็มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงเรื่องความเชื่อตามศาสนาของตน ให้ทำความดี ช่วยเหลือกันและกัน มีน้ำใจ เป็นต้น แต่ในยุคสมัยปัจจุบันเรื่องของศาสนาดูจะเป็นเรื่องที่หลายคนนั้นมองข้าม รู้ เชื่อ ศรัทธาในสิ่งศักสิทธิ์ แต่ก็ไม่ยอมรับศาสนา ไม่เข้าวัด ไม่สวดมนต์ ไม่เคร่งศาสนาหรือเรียกว่าการปฏิเสธศาสนานั่นเอง โดยที่เห็นกันชัดเจนก็ดูจากประเทศที่มีความเจริญ ทางด้านความรู้, เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ เป็นต้น เช่นตัวอย่าประเทศในฝั่งยุโรป อเมริกา, เยอรมัน หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น

เมื่อเกิดการปฏิเสธศาสนา ไม่นับถือศาสนาก็ทำให้เกิดกลุ่มต่างๆขึ้นมามากมาย มีการเรียกด้วยศัพท์เฉพาะหลายคำ แล้วความหมายของแต่ละคำก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย เช่น

–  ถ้าเรียกทั่วไปก็คงจะเป็น “อศาสนิก” (atheist”) คือ ผู้ไม่นับถือศาสนา แต่ที่จริงแล้วคำนี้แปลว่า คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติในทุกรูปแบบ และมักมีความหมายรวมถึงการไม่นับถือศาสนาใดๆทั้งสิ้นด้วย

–  atheism หมายถึง แนวคิดที่ไม่เชื่อในศาสนาที่มีพระเจ้า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเทวดา ที่เรียกว่า “อเทวนิยม” แต่บางทีก็หมายถึงการไม่นับถือศาสนาใดๆเลยด้วย

–  irreligion หมายถึง แนวคิดที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ เลย

–  skeptics  หมายถึง แนวคิดที่ชอบตั้งข้อสงสัยในการกล่าวอ้างในเรื่องใดๆ ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะในเรื่องศาสนาหรือความเชื่อใดๆ

–  agnostics หมายถึง แนวคิดที่เชื่อว่า เรื่องของพระเจ้าและศาสนาเป็นสิ่งที่คนเราไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่

–  secular humanism หมายถึง แนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เรานี่แหละเป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่ง ไม่ใช่เบื้องบนหรือศาสนาอะไรหรอก

iStock_000002145962XSmall

 

กลุ่ม SBNR คืออะไร? 

ปัจจุบันยังมีกลุ่มล่าสุดที่จัดว่าเป็นอศาสนิกแบบใหม่ได้ด้วยคือ Spiritual หรือ SBNR (Spiritual but not religious) คือ เน้นจิตวิญญาณธรรมแต่ไม่เอาศาสนา แต่ยังอาจเชื่อว่ามีพระเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ดูเหมือนว่า กลุ่ม SBNR นี้จะมีการเพิ่มของคนที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้มีประชากรโลกถึงราว 16 เปอร์เซ็นต์หรือ 1.1 พันล้านคน ที่ระบุว่าเขาไม่นับถือศาสนาใดๆ แล้วรู้ได้อย่างไร? ก็มีหลักฐานเช่นในการกรอกใบสมัครต่างๆ ตามเว็บไซต์ เช่นในอเมริกา มีผลสำรวจออกมาบ่งชี้ว่า กลุ่มศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดคือ “ไม่มีศาสนา”

ฟังดูน่ากลัวไหมหล่ะ .. ยิ่งถ้าได้รู้ว่า กลุ่มอศาสนิก หรือ  SBNR นี้กลายเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และยังมีอัตราเติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วยโดยโตจากอันดับสี่ขึ้นมาเป็นอันดับสามแทนศาสนาพุทธ ยังเป็นรองเพียงคริสต์ และอิสลาม

ทำไม กลุ่ม SBNR จึงคิดแตกต่าง? 

1. ศาสนาเน้นความเชื่อที่ขัดแย้งกับเหตุผล และพิสูจน์ไม่ได้

2. ศาสนามักมีศีลหรือหลักปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง หรือยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้ในความเป็นจริง

3. ศาสนาเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งกับที่ ไม่มีการพัฒนาก้าวหน้าสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

4. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังคนที่นับถือศาสนาต่างจากเรา หรือเชื่อไม่เหมือนเรา

5. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือให้พวกผู้นำศาสนาหรือพระ ใช้หาประโยชน์เพื่อตัวเอง

6. ศาสนามักเน้นให้ปฏิบัิติพิธีกรรมที่ไม่มีเหตุผล น่าเบื่อ และยากต่อการปฏิบัติ

7. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการทำให้ผู้คนปกครองง่าย

8. ศาสนามักทำให้คนเรากลัว และไม่กล้าคิดต่างจากศาสนา

9. ศาสนามักทำให้คนทำดีในแง่ “ทำบุญให้แก่สถาบันศาสนา” มากกว่าที่จะไป “ทำดีกับผู้คนที่ทุกข์ลำบาก”

10. ศาสนามักเน้นความดีส่วนตัว แต่ไม่เน้นความดีเพื่อสังคม

11. ศาสนาบางอย่าง อาจมีแง่มุมที่หนุนไปในทางความเขลาและความชั่วได้

12. ศาสนามักมุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองที่ทำให้ศาสนิกของตนมีอำนาจเหนือสังคมและเหนือศาสนิกอื่น

13. ศาสนาบางอย่างมีความเป็นชาติพันธุ์นิยมหรือชาตินิยมสูง

14. ศาสนิกของศาสนาทำให้คนผิดหวังในศาสนา

เรียบเรียงเขียน teen.mthai.com

ขอบคุณข้อมูล www.bbc.com/news/magazine-27554640, ศาสนวิทยา-ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

Comments